ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 15 “สืบสาน รักษา ต่อยอด”
ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 15 “สืบสาน รักษา ต่อยอด”
ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 15 “สืบสาน รักษา ต่อยอด”
ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 15 “สืบสาน รักษา ต่อยอด”
วันที่จัดงาน: 24 มีนาคม - 17 พฤษภาคม 2569
เวลา: 10.00 - 20.00 น.
สถานที่: ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
“เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” คือพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี ที่ได้พระราชทานไว้ในพระปฐมบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 สะท้อนความมุ่งมั่นที่จะสืบสานการปกครองแผ่นดินโดยธรรม รวมถึงต่อยอดโครงการ และพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระบรมราชชนก ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงชนชาวไทย
ด้วยเจตนารมณ์อันดีของพระองค์ ทำให้โครงการศิลปกรรมช้างเผือก เกิดความประทับใจ ด้วยเห็นในศักยภาพของศิลปินไทยมาตลอดระยะเวลา 15 ปี และเชื่อว่าหากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม พวกเขาย่อมนำพาความภาคภูมิใจมาสู่วงการศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทยได้อย่างแน่นอน การประกวดศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 15 ประจำปี พ.ศ. 2569 จึงได้กำหนดหัวข้อ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เพื่อให้ศิลปินถ่ายทอดแนวคิดของการ “สืบสาน” “รักษา” และ “ต่อยอด” ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม โดยคณะกรรมการตัดสินผลงานประจำปีนี้ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิผู้เป็นที่ยอมรับในวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย จำนวน 9 ท่าน ได้แก่ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี, ศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ โปษยานนท์, ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร, ศาสตราจารย์เกียรติคุณถาวร โกอุดมวิทย์, ศาสตราจารย์เกียรติคุณญาณวิทย์ กุญแจทอง, คุณนิติกร กรัยวิเชียร, ศาสตราจารย์ทินกร กาษรสุวรรณ, คุณวรรณพร พรประภา และ คุณมนุรดา พรชนะรักษ์ โดยแบ่งการตัดสินผลงานเป็น 2 รอบ รอบแรกเป็นการตัดสินผลงานจากรูปถ่ายที่ผู้เข้าประกวดส่งเข้ามาทั้งหมด 469 ชิ้น จากผู้ส่ง 367 ท่าน เพื่อคัดเลือกเข้ารอบจำนวน 50 ชิ้นงาน จากนั้นจึงทำการตัดสินจากผลงานจริงอีกครั้งหนึ่ง เพื่อคัดเลือกผลงานที่สมควรได้รับรางวัลทั้งสิ้น 21 รางวัล
บรรยากาศในการตัดสินผลงานรอบสุดท้าย มีการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างคณะกรรมการแต่ละท่านอย่างเข้มข้น เพื่อคัดเลือกผลงานที่สามารถถ่ายทอดสาระสำคัญของการสืบสาน รักษา และต่อยอด ภายใต้คุณค่าด้านความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์ ทำให้ผลงาน “กิ่งก้านแห่งยุคสมัย” ของ คุณธีรพล สีสังข์ ได้รับ รางวัลช้างเผือก อันเป็นรางวัลสูงสุดในการประกวดครั้งนี้ ด้วยเทคนิคการถัก ขด และขมวดเส้นใยโลหะ ออกมาเป็นต้นไม้ใหญ่สีทองเปล่งปลั่ง แทนค่าวัฒนธรรมในสังคมที่เริ่มต้นจากการหยั่งรากในภูมิปัญญา สั่งสมความแข็งแกร่งเป็นลำต้นแห่งอัตลักษณ์ และแผ่กิ่งก้านปรับตัวตามยุคสมัย จนผลิดอกออกผลเป็นคุณค่าใหม่ที่งดงามและยั่งยืน นับเป็นผลงานที่โดดเด่นทั้งในมิติด้านสุนทรียศาสตร์ และสะท้อนความหมายที่ลึกซึ้งออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
ขณะที่ รางวัลชนะเลิศ เป็นของคุณบุญมี แสงขำ กับผลงานที่มีชื่อว่า “ดอยอ่างขาง” ด้วยเทคนิคภาพพิมพ์เมซโซทินท์ ซึ่งเป็นเทคนิคโบราณที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ต้องใช้ความละเอียดประณีตขั้นสูงในการสร้างสรรค์ ทว่าศิลปินสามารถสร้างน้ำหนักของแสงเงาอันละเอียดอ่อนออกมาได้งดงามจับตา เป็นภาพดอยอ่างข่างที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ซึ่งเกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกลของรัชกาลที่ 9 ผู้ได้พัฒนาดอยหัวโล้นให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตร และส่งต่อคุณค่าอันประเมินมิได้นี้ให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์สืบมา
รางวัลคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี เป็นของคุณเญอรินดา แก้วสุวรรณ ศิลปินใช้การปักร้อยเส้นด้ายแทนค่าสายใยแห่งความสัมพันธ์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สะท้อนความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของประเทศไทยที่แสนหลากหลายและเปี่ยมอัตลักษณ์ ในผลงานชื่อ “Made in Thailand” ขณะที่รางวัล CEO Award ได้แก่ผลงานจิตรกรรมสีอะคริลิคชื่อ “New Life 2025” ของคุณระพีพัฒน์ ผลรัตนไพบูลย์ ผู้ใช้จุดสีแต่ละจุดเรียงเคียงเป็นรูปฝักบัว นัยยะถึงวัฏสงสารของทุกชีวิต เพราะเมื่อฝักบัวใกล้ร่วงโรย สิ่งเล็กๆ ถือกำเนิดขึ้นในนั้น เพื่อสืบสานการดำรงอยู่ รักษาความดี ความงดงามของชีวิตให้ก้าวเดินต่อไป
สำหรับ รางวัลรองชนะเลิศ ทั้ง 5 รางวัล ได้แก่ “สายใยนิรันดร์ในวันแห่ง(จิต)วิญญาณ” ผลงานแม่พิมพ์แกะไม้และภาพพิมพ์เทคนิคผสมของคุณชยสิทธิ์ ออไอศูรย์ ผลงานแม่พิมพ์แกะไม้ “โพน ปราการแห่งชีวิต” ของคุณธีรพล โพธิ์เปี้ยศรี ผลงานประติมากรรมสื่อผสม “จิตวิญญาณ” ของคุณนารา วิบูลย์สันติพงศ์ ผลงานสีอะคริลิคบนผ้าใบลินินและไม้อัด “เวทีโขนน้อย” ของคุณสุวิวัฒณ์ หวานอารมย์ และ “June in Northeastern Thailand” ผลงานภาพพิมพ์ตะแกรงไหมของคุณอภิชา วรรณกสิณ
