บทความน่าสนใจ
รวมบทความ จาก Admin

อันตรายในหน้าฝน

บทความโดย : whiteway
เปิดอ่าน : 599

อันตรายในหน้าฝน

     ฝนเริ่มตกพรำ ๆ เป็นสัญญาณว่าจะเข้าหน้าฝนแล้ว หน้าฝนมีหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบเพราะว่าอากาศเย็นและอีกหลายคนก็ไม่ชอบเช่นกันเพราะว่าเป็นต้นเหตุในความวุ่นวายในตอนเดินทางและมีอันตรายมากมายในหน้าฝนที่ทุกคนต้องเผชิญ วันนี้ผมได้รวบรวมโรคและอันตรายต่าง ๆ ที่เกิดจากหน้าฝนมาให้ทุกคนได้รับรู้และรับมือกับมัน

     จากโรคและภัยอันตรายต่าง ๆ จากหน้าฝนผมจะแบ่งประเภทเป็น 4 ประเภทได้แก่

1. อันตรายทั่วไป

     ในหน้าฝนอันตรายทั่วไปเกิดได้ง่ายที่สุดและควรระวังมากที่สุด เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1. อันตรายจากสัตว์มีพิษ

     หน้าฝนควรต้องระวังสัตว์มีพิษต่าง ๆ ขึ้นบ้านเนื่องจากสัตว์มีพิษชนิดต่าง ๆ จะหนีน้ำขึ้นไปที่สูงหรือที่ที่ไม่มีน้ำ ทั้งนี้สัตว์มีพิษมีทั้งที่พิษไม่รุนแรงไปถึงรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต อาทิ ตะขาบ,แมงป่อง, งูพิษ เป็นต้น ดังนั้นการที่จะป้องกันสัตว์มีพิษพวกนี้คือการทำบ้านให้สะอาดโล่ง ไม่รกซึ่งจะได้ไม่มีที่ให้สัตว์มีพิษหลบซ่อนหรือแอบอาศัยอยู่

2. ภัยจากฟ้าผ่า

     ในหน้าฝนภัยธรรมชาติที่จะมากับหน้าฝนแน่นอนเลยนั่นก็คือฟ้าผ่า ฟ้าผ่าเกิดจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าออกจากเมฆฝนฟ้าคะนอง ซึ่งมีคนตายจากฟ้าผ่าจำนวนไม่น้อยในที่ผ่าน ๆ มา  ดังนั้นการป้องกันตัวจากฟ้าผ่าทำได้ดังนี้ หากอยู่ในที่โล่งให้หาที่หลบที่ปลอดภัย, หากหาที่หลบไม่ได้ ให้หมอบนั่งยอง ๆ ให้ตัวอยู่ต่ำที่สุด โดยนำมือทั้งสองข้างมาแนบติดกับเข่า แล้วซุกหัวเข้าไประหว่างเข่า, ส่วนเท้าให้ชิดกันหรือเขย่งปลายเท้า เพื่อลดพื้นที่สัมผัสกับพื้นให้น้อยที่สุด แต่อย่านอนหมอบกับพื้น เพราะกระแสไฟฟ้าอาจวิ่งมาตามพื้น, อย่ายืนหลบอยู่ใต้ต้นไม้สูงและบริเวณใกล้เคียงกับต้นไม้ หรืออยู่ในที่สูงและใกล้ที่สูง ที่สำคัญอย่ากางร่ม, ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้งในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง, ห้ามใช้โทรศัพท์บ้านหรือเล่นอินเทอร์เน็ตในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะฟ้าอาจผ่าลงมาที่เสาสัญญาณหรือเสาอากาศที่อยู่นอกบ้าน, หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับโลหะทุกชนิด เนื่องจากโลหะเป็นตัวนำไฟฟ้า และอย่าอยู่ใกล้สายไฟ, หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับน้ำ

3. ภัยจากกระแสไฟฟ้ารั่วจากพื้นที่สาธารณะ

     ในหน้าฝนจะมีน้ำขังมากมายทั้งในซอย บนถนน บนทางเท้า ซึ่งน้ำเป็นตัวนำไฟฟ้าชั้นดีถ้ามีเสาเหล็กหรือสายไฟที่มีไฟรั่วลงไปที่น้ำในพื้นที่สาธารณะ ก็จะเป็นกับดักชั้นดีในการฆ่าผู้คนที่เดินผ่านและไปสัมผัสกับน้ำที่มีไฟรั่วลงไป ดังนั้นในหน้าฝนควรหลีกเลี่ยงในการเดินไปในที่ที่มีน้ำขัง

4. ภัยจากอุบัติเหตุทางถนน

     หน้าฝนฝนตกถนนเปียกลื่นทำให้ยากต่อการควบคุมรถทำให้อาจเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยจนไปถึงเสียชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่สัญจรอยู่บนท้องถนนโดยใช้รถหรือโดยสารรถต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งผู้คนที่เดินอยู่ข้างถนนบนทางเท้าก็อาจจะได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ ดังนั้นการป้องกันก็คือทุกคนควรมีสติและไม่ประมาทในการใช้ท้องถนน รีบเพียงใดก็ให้ใจเย็น ๆ ไม่ต้องขับหรือขี่รถเร็ว

2. โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ

     โรคทางเดินหายใจที่เกิดจากอากาศหนาวและฝน ซึ่งเชื้อโรคจะเติบโตในสภาพแวดล้อมอย่างหน้าฝนได้ดี ซึ่งโรคเกี่ยวกับทางเดินทางใจต่าง ๆ สามารถเป็นได้ง่าย

1. โรคฉี่หนู

     เป็นโรคที่ระบาดในหน้าฝน แพร่เชื้อโดยสัตว์ฟันแทะ อย่างเช่น หนู เลยถูกเรียกว่า “โรคฉี่หนู” นอกจากนี้ยังพบในสัตว์ชนิดอื่น เช่น สุนัข วัว และควาย เป็นต้น ผู้ป่วยโรคนี้อาการจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ที่ไม่มีอาการจะมีประมาณ 15 – 40% ของผู้ติดเชื้อ กลุ่มผู้ที่แสดงอาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่และอาการปวดกล้ามเนื้อในระยะแรก ในระยะที่สองป่วยจะมีอาการต้นคอแข็ง ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน กลุ่มผู้ที่แสดงอาการแบบรุนแรง จะพบใน 5 - 10% ของผู้ป่วยโรคนี้ และมีอัตราการตายประมาณ 10% ในกลุ่มนี้ เริ่มต้นอาการจะเหมือนผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง ต่อมาจะมีอาการดีซ่าน ช็อก และเกิดภาวะไตวายฉับพลันถึงแก่ชีวิตได้

สาเหตุ

  • เกิดจากแบคทีเรียรูปเกลียว Leptospira
  • การสัมผัสปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อ จากสัตว์โดยตรง หรือ โดนสัตว์ที่มีเชื้อกัด
  • การสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม
  • ติดผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ ผ่านทางหญิงตั้งครรภ์ไปสู่ทารกในครรภ์ และผ่านทางน้ำนมไปสู่ลูก
  • ดื่มน้ำหรือทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป

การรักษา

     โดยแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ โดยผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มอาการไม่รุนแรง จะให้ในรูปแบบยาทาน ป่วยกลุ่มอาการรุนแรง แพทย์มักให้นอนโรงพยาบาลและให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ และมีการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้นควบคู่ไปด้วย ยาปฏิชีวนะที่จะให้แก่ผู้ป่วยมีหลายตัวยา เช่น เพนนิซิลิน (penicillin), เตตร้าซัยคลิน (tetracycline), สเตร็ปโตมัยซิน (streptomycin) หรือ อิริทรอมัยซิน (erythromycin)

การป้องกัน

  • ควบคุมและกำจัดหนูในบริเวณที่พักอาศัยของคน
  • หลีกเลี่ยงอาหารค้างคืนโดยไม่มีภาชนะปกปิด ทานอาหารที่ปรุงสุกทันที
  • ดื่มน้ำสะอาด น้ำต้มสุก
  • หลีกเลี่ยงการลุยน้ำลุยโคลน ถ้าจำเป็นควรสวมรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลที่ขา
  • ทำความสะอาดร่างกายโดยเร็วหากสัมผัสกับปัสสาวะของสัตว์ที่อาจมีเชื้อโรค หรือแช่,ย่ำลงไปในแหล่งน้ำที่สงสัยว่าอาจปนเปื้อนเชื้อ
  • ห้ามดื่มน้ำตามแหล่งธรรมชาติในช่วงน้ำท่วม
  • มีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันไม่ให้เป็นโรค แต่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก

2. ไข้หวัด

     เป็นโรคที่เป็นได้ง่ายในหน้าฝนเนื่องจากเป็นช่วงที่มีอากาศอับชื้น ฝนตก ทำให้เชื้อโรคเติบโต และเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับร่างกาย เสื้อผ้า รวมถึงเครื่องใช้มักเปียกหรืออับชื้นทำให้เชื้อเกาะติด และอาศัยอยู่ได้ง่ายขึ้นโดยทั่วไปผู้ป่วยจะไม่มีอาการรุนแรง จะมีอาการไข้ที่ไม่สูง ปวดศีรษะเล็กน้อย ปวดเมื่อยตัว แสบตา คัดจมูก จาม ไอ เสียงแหบ มีน้ำมูกใส อาจจะอ่อนเพลียเล็กน้อย

สาเหตุ

  • เกิดจากการรับ “เชื้อหวัด” ซึ่งเป็นไวรัส ร่วมกับ สภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง
  • หายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด
  • สัมผัสเชื้อโรคจากสิ่งต่างๆที่จับต้องได้
  • เกิดจากอากาศ

การรักษา

     รักษาตามอาการ เช่น เป็นไข้ให้ทานยาพาราเซตามอล น้ำมูกไหลทานยาลดน้ำมูก เป็นต้น และพักผ่อนให้มาก ๆ

การป้องกัน

  • รักษาสุขอนามัย
  • หมั่นดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกายเป็นประจำ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง
  • ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • ไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป
  • ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  • อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้ป่วย
  • ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วย
  • ใช้หน้ากากอนามัย

3. ไข้หวัดใหญ่

     เป็นโรคที่เป็นได้ง่ายในหน้าเนื่องจากเป็นช่วงที่มีอากาศอับชื้น ฝนตก ทำให้เชื้อโรคเติบโต และเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับร่างกาย เสื้อผ้า รวมถึงเครื่องใช้มักเปียกหรืออับชื้นทำให้เชื้อเกาะติด และอาศัยอยู่ได้ง่ายขึ้น มีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยผู้ป่วยจะมีไข้ขึ้นสูง 38 – 41 องศา ภายใน 1 วัน ปวดศีรษะมาก ปวดกระบอกตาเวลาตาเคลื่อนไหว มีน้ำตาไหลเมื่อมีแสงสว่าง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลียมาก ไอแห้ง เจ็บคอ คัดจมูก เบื่ออาหาร ขมในคอ บางรายอาจจะมีอาการเจ็บในคอ จุกแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย หายใจเหนื่อย หอบ หายใจมีเสียงหวีด ไอรุนแรง หนาวสั่น หัวใจล้มเหลว

สาเหตุ

  • เกิดจากไวรัส Influenza viruses ร่วมกับ สภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง
  • หายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด
  • สัมผัสเชื้อโรคจากสิ่งต่างๆที่จับต้องได้
  • เกิดจากอากาศ

การรักษา

     ให้การดูแลปฏิบัติตัวและรักษาไปตามอาการเช่นเดียวกับไข้หวัด เช่น เป็นไข้ให้ทานยาพาราเซตามอล น้ำมูกไหลทานยาลดน้ำมูก เป็นต้น พักผ่อนให้มาก ๆ และพบแพทย์เมื่อมีอาการหนัก

การป้องกัน

  • รักษาสุขอนามัย
  • หมั่นดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกายเป็นประจำ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง
  • ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • ไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป
  • ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  • อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้ป่วย
  • ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วย
  • ใช้หน้ากากอนามัย

4. โรคคออักเสบ

     เป็นโรคที่พบมากในหน้าฝนเนื่องจากเป็นช่วงที่มีอากาศอับชื้น ฝนตก ทำให้เชื้อโรคเติบโต และเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับร่างกาย เสื้อผ้า รวมถึงเครื่องใช้มักเปียกหรืออับชื้นทำให้เชื้อเกาะติด และอาศัยอยู่ได้ง่ายขึ้น เป็นง่ายรองจากไข้หวัด มักจะอักเสบร่วมกันทั้งคอและต่อมทอนซิล ผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้ มีไข้ อ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว หรือหนาวสะท้านในลำคอ เจ็บคอเวลากลืนน้ำหรืออาหาร

สาเหตุ

  • เกิดจากไวรัส Beta Streptocuccus graup A
  • อากาศหนาวเย็น
  • ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง

การรักษา

  • พักผ่อนให้มาก
  • ดื่มน้ำให้มาก
  • ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวเวลามีไข้สูง
  • ทานอาหารอ่อน
  • ทานยาแก้ปวดลดไข้
  • แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการที่เกิดขึ้น และให้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มเพนิซิลลินวี อะม็อกซีซิลลิน หรือ โทรไมซิน ควรรับยาให้ครบ 10 วัน

การป้องกัน

  • หมั่นดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกายเป็นประจำ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง
  • ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • ใช้หน้ากากอนามัย

5. หลอดลมอักเสบ

     เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบเยื่อบุของหลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมบวม และมีเสมหะอุดหลอดลม ผู้ป่วยบางรายหลอดลมบวมมากและมีเสมหะมาก ทำให้เกิดลักษณะเหมือนโรคหอบหืด ซึ่งจะพบมากในหน้าฝนและหน้าหนาว

สาเหตุ

  • เกิดจากไวรัส
  • อากาศหนาวเย็น
  • ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง

การรักษา

     อาการมักจะหายเองภายใน 7 - 10 วัน ควรรักษาตามอาการ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ ทำให้ร่างกายอบอุ่น

การป้องกัน

  • หมั่นดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกายเป็นประจำ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง
  • ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • ใช้หน้ากากอนามัย

6. ปอดบวม

     เป็นโรคที่พบได้มากในหน้าฝนเนื่องจากเป็นช่วงที่มีอากาศอับชื้น ฝนตก ทำให้เชื้อโรคเติบโต และเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับร่างกาย เสื้อผ้า รวมถึงเครื่องใช้มักเปียกหรืออับชื้นทำให้เชื้อเกาะติด และอาศัยอยู่ได้ง่ายขึ้น ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ ไอ เจ็บหน้าอก และหอบเหนื่อย ซึ่งอาจจะเป็นไม่ครบทั้งหมด ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ปวดท้อง ท้องเดิน เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ร่วมด้วย

สาเหตุ

  • เกิดจากแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae
  • เกิดจากเชื้อไมโคพลาสมา นิวโมเนียอี
  • เกิดจากเชื้อรา Pneumocystis jiroveci pneumonia – PCP, Aspergillus, Blastomyces dermatitidis, Coccidioides immitis, Cryptococcosis, Histoplasma capsulatum
  • เกิดจากไวรัส Influenza virus, Measles virus, Varicella-Zoster virus – VZV, Herpes simplex virus – HSV, Respiratory syncytial virus – RSV, Coxsackie virus, SARS coronavirus เป็นต้น
  • เกิดจากโรคอื่น ๆ เช่นหวัด
  • เกิดจากการสำลักน้ำ
  • การหายใจนำเชื้อเข้าสู่ปอดโดยตรง
  • การใช้เข็มฉีดยาที่มีเชื้อ
  • การลุกลามโดยตรงจากการติดเชื้อที่อวัยวะใกล้ปอด
  • อากาศหนาวเย็น

การรักษา

     ถ้าพบว่าเกิดจากแบคทีเรียแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ รักษาตามอาการควบคู่ไปด้วย ติดตามดูอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และถ้าเกิดจากไวรัสก็จะเป็นการรักษาตามอาการเพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยไม่ควรรักษาด้วยตนเองควรพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

การป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การใช้สารเสพติด ภาวะทุพโภชนา ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็น
  • หมั่นดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกายเป็นประจำ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง
  • ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • ใช้หน้ากากอนามัย

3. โรคที่มากับน้ำท่วมขัง

     หน้าฝนจะมีน้ำท่วมขังมากมาย ทำให้ทุกคนต้องใช้ชีวิตกับน้ำท่วมขังนั้น จนเกิดเป็นโรคเหล่านี้ และน้ำท่วมขังก็ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงชั้นดีจึงควรต้องระวัง

1. โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง

     เป็นโรคที่พบได้มากจากหน้าฝนเนื่องจากเป็นช่วงที่มีอากาศอับชื้น ฝนตก ทำให้เชื้อโรคเติบโต และเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับร่างกาย เสื้อผ้า รวมถึงเครื่องใช้มักเปียกหรืออับชื้นทำให้เชื้อเกาะติด และอาศัยอยู่ได้ง่ายขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง มีขี้ตา เจ็บตา เคืองตา คล้ายมีผงอยู่ในตา น้ำตาไหล บางรายอาจมีอาการในระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น เจ็บคอ เป็นโรคหวัด การมองเห็นยังปกติดีหรืออาจพร่ามัวบ้าง อาจจะพบเป็นแผลอักเสบหรือเป็นตุ่มอักเสบ

สาเหตุ

  • เกิดจากไวรัส Adenovirus
  • เกิดจากแบคทีเรีย Gonoccous
  • เกิดจากภูมิแพ้
  • เดินตากฝน
  • ไปในที่ที่มีฝุ่นละออง
  • คลุกคลีกับผู้ป่วย

การรักษา

     ทำความสะอาดใบหน้าให้สะอาดโดยเฉพาะรอบดวงตา ถ้าเกิดจากไวรัสร่างกายสามารถหายเองได้อาจใช้เพียงยาหยอดตาที่เป็นน้ำตาเทียมเพื่อให้สบายตา แต่ถ้าเกิดจากแบคทีเรียให้หยอดตาด้วยยาปฏิชีวนะ

การป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เชื้อโรคมีโอกาสแพร่กระจายได้ง่าย
  • ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยโรคตาแดง
  • ทำความสะอาดเครื่องใช้ให้สะอาดเสมอ
  • ทำความสะอาดร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ล้างมืออย่างสม่ำเสมอก่อนจะทำกิจกรรมใด
  • ไม่ควรขยี้ตา หากมีอะไรเข้าตา ให้ใช้น้ำสะอาดล้างตา
  • หลีกเลี่ยงบริเวณที่มี ลม ฝุ่นละออง หรือใช้แว่นกันแดดช่วย

2. โรคน้ำกัดเท้า

     โรคน้ำกัดเท้าเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง มักพบในคนที่ต้องลุยน้ำและแช่น้ำเป็นเวลานาน บริเวณเท้าจึงมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา และอาจมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราตามมาได้ มักจะเกิดในหน้าฝนเนื่องจากมีน้ำขังอยู่มากในหน้าฝน โรคน้ำกัดเท้ามักเกิดตามง่ามเท้า ซึ่งเกิดได้กับทุกง่ามเท้า แต่พบบ่อยกว่าระหว่างง่ามเท้านิ้วที่ 3 - 4 และที่ 4 - 5 โดยอาการที่พบบ่อยคือ ผิวหนังส่วนเกิดโรคจะแห้ง ตกสะ เก็ด แตกเป็นร่องแผลสด บวม เจ็บ และคัน บางครั้งอาจขึ้นเป็นตุ่มน้ำ และเกิดการติดเชื้อแบค ทีเรียซ้ำซ้อนได้ ซึ่งเพิ่มการอักเสบบวม แดง ร้อน และอาจเกิดเป็นหนองได้ ซึ่งจะส่งผลให้โรครุนแรงขึ้น

สาเหตุ

  • เกิดจากเชื้อรา
  • การลุยน้ำและแช่น้ำเป็นเวลานาน
  • รองเท้า ถุงเท้าไม่สะอาด

การรักษา

     ระยะแรก ปรึกษาเภสัชกร ซื้อยาใช้เองได้ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 - 2 สัปดาห์ แผลไม่ดีขึ้นและแย่ลง ปวดแผลมาก มีไข้สูง ควรไปพบแพทย์

การป้องกัน

  • ไม่ใส่รองเท้าและถุงเท้าที่เปียกชื้นเป็นเวลานาน
  • ควรซักถุงเท้าให้สะอาดและตากให้แห้งก่อนนำมาใช้ทุกครั้ง
  • ป้องกันเมื่อลุยน้ำ สวมรองเท้าบูททุกครั้งที่ลุยน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการย่ำน้ำ หรือรีบล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้งหลังย่ำน้ำ
  • รักษาความสะอาดเท้า ล้างให้สะอาด ถูสบู่โดยเฉพาะตามง่ามเท้าอย่างน้อยก่อนนอน

3. โรคมือ เท้า ปาก

     เป็นโรคที่พบเฉพาะในคน และติดต่อจากคนสู่คนเท่านั้น ผู้ป่วยมีอาการไข้ เป็นแผลในปาก มีตุ่มน้ำใสตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า และลำตัว พบได้มากจากหน้าฝนเนื่องจากเป็นช่วงที่มีอากาศอับชื้น ฝนตก ทำให้เชื้อโรคเติบโต และเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับร่างกาย เสื้อผ้า รวมถึงเครื่องใช้มักเปียกหรืออับชื้นทำให้เชื้อเกาะติด และอาศัยอยู่ได้ง่ายขึ้น

สาเหตุ

  • เกิดจากไวรัส enterovirus 71, coxsackievirus A16
  • สัมผัสกับสารคัดหลั่งจากจมูก ลำคอ น้ำลาย และน้ำจากตุ่มใส รวมถึงอุจจาระของผู้ป่วยที่มีเชื้ออยู่
  • สัมผัสเชื้อโรคจากสิ่งต่างๆที่จับต้องได้
  • ทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ

การรักษา

     เนื่องจากไม่มียาต้านไวรัสนี้โดยเฉพาะจึงต้องรักษาตามอาการ พักผ่อนให้เพียงพอ โดยทั่วไปโรคนี้จะไม่รุนแรงและร่างกายสามารถหายได้เองภายใน 7 - 10 วัน ถ้าร่างกายเพลียมากให้ไปพบแพทย์

การป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการคลุกคลีหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • รักษาอนามัยส่วนบุคคล
  • ไม่ใช้ภาชนะในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

4. ไข้เลือดออก

     เป็นโรคที่พบได้ในหน้าฝนเนื่องจากจะมีแหล่งน้ำขังมากซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงชั้นดี เพราะว่าโรคนี้มียุงลายเป็นพาหะ ผู้ป่วยโรคนี้มีทั้งผู้ที่แสดงอาการเล็กน้อย จนถึงผู้ที่เป็นหนักจนถึงตาย ผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะที่ 1 ผู้ป่วยจะมีไข้ขึ้นสูงฉับพลันและจะมีไข้ตลอดเวลาประมาณ 2 - 7 วัน ทานยาลดไข้ไข้มักจะไม่ลด หน้าแดง ตาแดง ปวดเมื่อร่างกาย ปวดศีรษะ กระหายน้ำ เบื่ออาหาร อาเจียน บางรายอาจปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวาหรือปวดท้องทั่วไป และอาจมีท้องผูกหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย ส่วนมากมักไม่มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลหรือไอมากแต่บางรายอาจมีอาการเจ็บคอ คอแดงและไอเล็กน้อยประมาณวันที่ 3 อาจมีผื่นแดงแต่ไม่คัน
  • ระยะที่ 2 ระยะช็อกและมีเลือดออก อาการมักจะเกิดช่วงวันที่ 3 - 7 ถือว่าเป็นช่วงวิกฤต อาการไข้จะลดลงอย่างรวดเร็วแต่ผู้ป่วยมักมีอาการทรุดหนักและมีภาวะช็อกเกิดขึ้น คือ กระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ความดันเลือดต่ำ ซึม นอกจากนี้อาจมีเลือดออกตามผิวหนังหรือมีจ้ำเขียวพรายย้ำขึ้น เลือดกำเดาไหล อาเจียน และถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดๆ หรือเป็นสีกาแฟ ระยะนี้กินเวลาประมาณ 24 - 48 ชม. ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีอาจอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ถ้าผู้ป่วยสามารถผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3
  • ระยะที่ 3 ระยะฟื้นตัว ในรายที่ได้รับการรักษาถูกต้องและทันท่วงที ภาวะช็อกไม่รุนแรงอาการต่างๆจะเริ่มดีขึ้น ทานอาหารได้ ลุกนั่งเองได้ และค่อย ๆ กลับสู้ปกติภายใน 2 - 3 วัน

สาเหตุ

  • เกิดจากไวรัส Dengue virus
  • ถูกยุงลายกัด
  • มีแหล่งน้ำซึ่งยุงจะวางไข่ในบ้าน
  • บ้านไม่ปิดมิดชิดยุงสามารถเข้าได้

การรักษา

     เนื่องจากไม่มียาปฏิชีวนะรักษาไวรัสชนิดนี้โดยเฉพาะจึงต้องรักษาตามอาการถ้าอาการไม่หนักมาก และยาลดไข้ที่จะนำมาให้คนไข้ทานควรเป็นยาพาราเซตามอลเท่านั้น เนื่องจาก แอสไพรินและไอบูโปรเฟน ยาทั้งสองชนิดนี้ห้ามนำมาใช้ในโรคไข้เลือดออก เนื่องจากยาทั้งสองชนิดนี้จะยิ่งส่งเสริมการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติจนอาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้ และให้ผู้ป่วยดื่มน้ำให้มาก พักผ่อนให้เพียงพอ

การป้องกัน

  • ปิดภาชนะเก็บน้ำด้วยฝาปิด
  • เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้สดทุก ๆ 7 วัน เป็นอย่างน้อย
  • ปล่อยปลากินลูกน้ำลงในภาชนะเก็บน้ำ
  • ใส่เกลือลงน้ำในจานรองขาตู้กับข้าว
  • นอนในมุ้งหรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวดเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด
  • จุดยากันยุงหรือใช้ยาทาหรือยาฉีดกันยุงและควรใช้อย่างระมัดระวัง
  • ไม่ควรอยู่ในบริเวณที่อับลมหรือเป็นมุมมืด มีแสงสว่างน้อย
  • หมั่นอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด

5. ไข้สมองอักเสบเจอี

     เป็นโรคที่พบได้ในหน้าฝนเนื่องจากจะมีแหล่งน้ำขังมากซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงชั้นดี เพราะว่าโรคนี้มียุงรำคาญเป็นพาหะ ผู้ป่วยโรคนี้ โรคนี้มีหมูเป็นรังโรค เชื้อไวรัสจะเพิ่มจำนวนในหมูอย่างรวดเร็วโดยไม่มีอาการป่วย เมื่อยุงรำคาญชนิดที่เป็นพาหะ มากัดและดูดเลือด ไวรัสจะเข้าไปฟักตัวเพิ่มจำนวนในตัวยุง ซึ่งจะสามารถแพร่โรคไปให้คนหรือสัตว์ที่ถูกกัดได้ เช่น ม้า วัว ควาย แพะ แกะ และนก เป็นต้น ผู้ป่วยอาจมีหรือไม่มีอาการป่วยก็ได้ ป่วยมักแสดงอาการหลังได้รับเชื้อ 5-15 วัน ในระยะแรกจะมีไข้สูง อาเจียน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ซึ่งจะกินเวลา 1-7 วัน (ส่วนใหญ่ 2-3 วัน) หลังจากนั้น จะมีอาการทางสมอง เช่น คอแข็ง สติสัมปชัญญะเลวลง ซึม เพ้อคลั่ง ชักหมดสติ หรือมือสั่น อัมพาต ระยะนี้กินเวลา 3-6 วัน ผู้ที่มีอาการรุนแรงอาจถึงตายได้ในระยะนี้ (อัตราการตายร้อยละ 15-30 ของผู้ป่วย) หลังจากนั้นไข้จะค่อยๆลดลงสู่ปกติ และอาการทางสมองจะค่อยๆดีขึ้น แต่ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจะยังมีความผิดปกติทางสมองเหลืออยู่ เช่น เกร็ง อัมพาต ชัก ปัญญาอ่อน หงุดหงิดง่าย พูดไม่ชัด เป็นต้น

สาเหตุ

  • เกิดจากไวรัสเจอี
  • ถูกยุงลายกัด
  • มีแหล่งน้ำซึ่งยุงจะวางไข่ในบ้าน
  • บ้านไม่ปิดมิดชิดยุงสามารถเข้าได้

การรักษา

     เนื่องจากไม่มียาปฏิชีวนะที่รักษาโรคนี้โดยเฉพาะจึงต้องรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น

การป้องกัน

  • ปิดภาชนะเก็บน้ำด้วยฝาปิด
  • เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้สดทุก ๆ 7 วัน เป็นอย่างน้อย
  • ปล่อยปลากินลูกน้ำลงในภาชนะเก็บน้ำ
  • ใส่เกลือลงน้ำในจานรองขาตู้กับข้าว
  • นอนในมุ้งหรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวดเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด
  • จุดยากันยุงหรือใช้ยาทาหรือยาฉีดกันยุงและควรใช้อย่างระมัดระวัง
  • ไม่ควรอยู่ในบริเวณที่อับลมหรือเป็นมุมมืด มีแสงสว่างน้อย
  • หมั่นอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด

4. โรคเกี่ยวกับระบบขับถ่าย

     ในหน้าฝนเราอาจจะทานอาหารที่ปะปนเชื้อโรคจากน้ำฝนจนทำให้ระบบขับถ่ายไม่ปกติได้ ดังนั้นโรคประเภทนี้ก็เป็นอีกประเภทที่ควรระวัง

1. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

   เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะถ่ายผิดปกติ (ถ่ายเหลว) เป็นจำนวนอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน หรือ ถ่ายปนเลือดหรือเป็นมูกอย่างน้อย 1 ครั้งต่อวัน และจะมีอาการไม่เกิน 14 วัน หรือ 2 สัปดาห์ ซึ่งถ้ามีอาการยาวนานเกินกว่านี้จะเป็นอาการของโรคอุจจาระร่วงเรื้อรังหรือเป็นโรคอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอุจจาระ

สาเหตุ

  • เกิดจากเชื้อไวรัส Rotavirus
  • เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Staphyloccus, Streptococus, Clostridium, Shigella และSalmonela
  • เกิดจาก โปรโตซัว ปรสิต และหนอนพยาธิ Entamoeba histolytica, Trichuris trichiura และ Strongyloides stercoralis
  • ภูมิแพ้
  • การขาดสารอาหาร
  • ทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระของผู้ป่วย
  • ทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ

การรักษา

     การรักษาจะแบ่งเป็นการรักษาเบื้องต้นและการรักษาโดยแพทย์ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  1. การรักษาเบื้องต้น ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียจากการถ่ายอุจจาระเหลว
  2. การรักษาโดยแพทย์ แพทย์จะให้ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ อาจจะให้โดยผ่านสายน้ำเกลือเข้าเลือดโดยตรง ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะ

การป้องกัน

  • รักษาสุขอนามัยของตนเอง
  • หลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสุกดิบหรือของหมักดอง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย
  • การปรับปรุงระบบสุขาภิบาลของห้องน้ำ ห้องส้วม ให้สะอาด
  • ทานอาหารและดื่มน้ำที่สะอาด รวมไปถึงการจัดเตรียมอาหารต้องสะอาด
  • ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ควรระวังหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่อาจทำให้เกิดอาหารภูมิแพ้ท้องร่วงได้

2. โรคอหิวาตกโรค

     เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยปวดท้องแบบปวดบิดเนื่องจากลำไส้เล็กของผู้ป่วยอักเสบและส่งผลให้เกิดอาการถ่ายผิดปกติ (ถ่ายเหลว) อย่างรุนแรง อาจจะทำให้ขาดภาวะขาดน้ำอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต อาการจะแสดงผลตั้งแต่ได้รับเชื้อ 2 – 3 ชั่วโมง ไปจนถึง 5 วัน โดยเฉลี่ยจะเกิดภายใน 1 – 2 วัน

สาเหตุ

  • เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholera
  • รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระของผู้ป่วย
  • การจัดการสุขาภิบาลไม่ดี
  • ภาวะไม่มีกรดในกระเพาะอาหาร
  • การอยู่ร่วมกับผู้ที่ป่วยเป็นอหิวาตกโรค
  • ทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ

การรักษา

     การรักษาจะแบ่งเป็นการรักษาเบื้องต้นและการรักษาโดยแพทย์ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  1. การรักษาเบื้องต้น ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียจากการถ่ายอุจจาระเหลว
  2. การรักษาโดยแพทย์ แพทย์จะให้ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ อาจจะให้โดยผ่านสายน้ำเกลือเข้าเลือดโดยตรง ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะ

การป้องกัน

  • รักษาสุขอนามัยของตนเอง
  • หลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบหรือของหมักดอง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย
  • การปรับปรุงระบบสุขาภิบาลของห้องน้ำ ห้องส้วม ให้สะอาด
  • ทานอาหารและดื่มน้ำที่สะอาด รวมไปถึงการจัดเตรียมอาหารต้องสะอาด

3. โรคบิด

     เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะถ่ายผิดปกติ (ถ่ายเหลว) ถ่ายปนเลือดหรือเป็นมูก และจะปวดท้องบิดเมื่อถ่ายอุจจาระ

สาเหตุ

โรคบิดแบ่งออกเป็นสองประเภท

โรคบิดชนิดไม่มีตัว (shigellosis)

  • เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย shigella

โรคบิดที่เกิดจากอะมีบา (amoebiasis)

  • เกิดจากปรสิตเซลล์เดียวที่มีชื่อว่า Entamoeba histolytica

และสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดทั้งสองประเภท ได้แก่

  • ทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระของผู้ป่วย
  • การจัดการสุขาภิบาลไม่ดี
  • ทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ

การรักษา
     การรักษาจะแบ่งเป็นการรักษาเบื้องต้นและการรักษาโดยแพทย์ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  1. การรักษาเบื้องต้น ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียจากการถ่ายอุจจาระเหลว
  2. การรักษาโดยแพทย์ แพทย์จะให้ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ อาจจะให้โดยผ่านสายน้ำเกลือเข้าเลือดโดยตรง ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะ

การป้องกัน

  • รักษาสุขอนามัยของตนเอง
  • หลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบหรือของหมักดอง
  • การปรับปรุงระบบสุขาภิบาลของห้องน้ำ ห้องส้วม ให้สะอาด
  • ทานอาหารและดื่มน้ำที่สะอาด รวมไปถึงการจัดเตรียมอาหารต้องสะอาด

4. โรคอาหารเป็นพิษ

     เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีอาการท้องร่วงและคลื่อนไส้อาเจียน ปวดท้อง ปวดหัว คอแห้งกระหายน้ำ เป็นไข้ เป็นตะคริว

สาเหตุ

  • เกิดจากไวรัสตับอักเสบ เอ และ Adenovirus
  • เกิดจากแบคทีเรีย Staphylococcus, E. coli, Shigella, Salmonella, Clostridium, Cholera และ Listeria monocytogenes
  • เกิดจากปรสิต อย่าง บิดมีตัว
  • การจัดการสุขาภิบาลไม่ดี
  • ทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ

การรักษา
     การรักษาจะแบ่งเป็นการรักษาเบื้องต้นและการรักษาโดยแพทย์ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  1. การรักษาเบื้องต้น ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียจากการถ่ายอุจจาระเหลว ห้ามทานยาเพื่อให้หยุดถ่ายอุจจาระ ทานอาหารอ่อน ถ้ามีไข้ก็ทานยาลดไข้หรือพาราเซตามอล
  2. การรักษาโดยแพทย์จะรักษาตามความรุนแรงของโรค
  • ความรุนแรงของโรคน้อย ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้และขาดน้ำไม่มาก (ลุกเดินได้ปกติ ไม่อาการหน้ามืด) จะรักษาตามอาการและให้ดื่มเกลือแร่
  • ความรุนแรงของโรคมาก ผู้ป่วยขาดน้ำรุนแรง (ใจหวิว ใจสั่น หน้ามืด มือเท้าเย็น ปัสสาวะน้อย) หรืออาเจียนรุนแรง ถ่ายรุนแรง หรือทานอาหารไม่ได้ จะต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล โดยให้น้ำเกลือโดยผ่านสายน้ำเกลือเข้าเลือดโดยตรง ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะ จนกว่าจะทุเลา

การป้องกัน

  • รักษาสุขอนามัยของตนเอง
  • หลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบหรือของหมักดอง
  • ทานอาหารและดื่มน้ำที่สะอาด รวมไปถึงการจัดเตรียมอาหารต้องสะอาด

     จากโรคและภัยต่าง ๆ ที่ผมได้รวบรวมและเรียบเรียงมาให้พวกท่านได้อ่าน ผมหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยในหน้าฝนนี้ ขอให้ทุกคนปลอดภัยและสุขภาพแข็งแรงในหน้าฝนนี้นะครับ สำหรับบทความนี้ผมขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

เขียนโดยโดย ธนวัฒน์ โลกวิสัย, Thailandehxibition.com
InfoGraphic โดย ประณิธาน เจริญสุข, Thailandexhibition.com

บทความโดย : whiteway

Information Partner
  • Ayutthaya city park
  • Bitec
  • Central World
  • Fortune Town
  • Future Park
  • Future Park
  • JJ Mall
  • ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ขอนแก่น
  • Paragon Hall
  • Tceb
  • Qsncc
  • Seacon Bangkae
  • Seacon Square
  • TEA
  • TCEB
  • The Mall
  • The hub @zeer
  • Zeer Rangsit