มันเป็นของมันเอง

บทความโดย : Happy AnnCan
เปิดอ่าน : 2538

 

สวัสดีค่ะ สำหรับบทความนี้จะเป็นเรื่องราวของ "อยู่ๆ มันเป็นของมันเอง" เข้าใจไหมคะ เดี๋ยวจะขยายความให้ฟังค่ะ เรื่องราวมันมีอยู่ว่า
 
ดิฉันก็นั่งเพลินๆ นึกถึงสมัยก่อนที่เราชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น (การ์ตูนตาโตแบบผู้หญิงอ่านน่ะค่ะ)  เวลาทาเคชิคุงไม่สบาย เขาจะใส่หน้ากากอนามัยมาโรงเรียน คาโอริจัง ที่แอบชอบทาเคชิคุงอยู่ ก็จะกลับบ้านไปถักผ้าพันคอให้เป็นของขวัญพร้อมกับจดหมายสารภาพรัก สำหรับวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึงไม่กี่วันข้างหน้า... เวลาเราอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น การใส่หน้ากากอนามัยปิดปาก ปิดกั้นลมหายใจ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังคนอื่นนั้น เราเห็นเป็นประจำ สำหรับเราในสมัยนั้นเราใส่หน้ากากกันไหม คำตอบคือ "ไม่" ไม่เคยเห็นความสำคัญของมันเลย คนที่จะใส่หน้ากากอนามัยสำหรับเราในสมัยนั้นคือบุคลากรทางการแพทย์ หรือสารเคมี อะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่เราแน่ๆ มันไม่จำเป็นนี่นา!
 
จากเหตุการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 แพร่ระบาดไปทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตจากการเป็นไข้หวัดชนิดนี้ โดยสามารถติดต่อได้ทางอากาศ และแพร่เชื้อได้ทางลมหายใจ แล้วมีข่าวว่าคนไทยติดเชื้อนี้ จนต้องนำมากักตัว พร้อมกับตรวจเลือด ห้ามกลับบ้าน อยู่ในเขตคุ้มกัน เฝ้าระวังการแพร่เชื้อ เรื่องราวใหญ่โตมากมาย เท่านั้นล่ะ เวลาใครไอ หรือจามขึ้นมาในที่สาธารณะตอนนั้น เราที่อยู่ในระแวกใกล้เคียงก็จะเริ่มกลั่นหายใจ เอามือขึ้นปิดจมูก และคนที่ไอก็จะรู้สึกเสีย self  ขาดความมั่นใจ เอามือขึ้นมาปิดป้องปากแบบว่า "เปล่านะ เปล่า แค่คันคอเฉยๆ ไม่ได้เป็นโรค อย่าเพิ่งทำท่าทางรังเกียจกันเลย"  ทั้งคนที่เป็นก็กลัวคนอื่นเค้ารังเกียจก็จะหาหน้ากากอนามัยมาปิดไว้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ในการรับผิดชอบต่อสังคม ส่วนเราคนที่ไม่ได้เป็นอะไรก็จะหาหน้ากากอนามัยมาใส่ไว้ เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจล่องลอยอยู่ในอากาศ แล้วเผลอสูดดมเข้าไป หน้ากากอนามัยถึงกับขาดตลาด ทั้งแบบบาง แบบใหญ่จัดหนัก ลายการ์ตูน สีอะไรก็ได้ แต่ขอให้มีใส่ติดจมูกกันไว้ เป็นสถานการณ์ที่หน้ากากอนามัยฟีเวอร์มากๆ
 
จนเวลาผ่านไปล่วงเลย ผ่านมาจนถึงปี 2013 นี้แล้ว เชื่อได้เลยว่าเมื่อมีคนไอ หรือจามในที่สาธารณะ หรือในลิฟท์เราก็ยังคงกลั่นหายใจ หรือพยายามที่จะไม่สูดอากาศในช่วงเวลานั้นเข้าปอดแน่ๆ การใส่หน้ากากอนามัยเมื่อตัวเองเป็นไข้ หรือเป็นหวัด ถือว่าเป็นเรื่องทั่วไป ถ้าเป็นแล้วไม่ใส่ซิ สายตาคนที่ทำงานและประชาชีจะตราหน้าได้ว่าไม่ CSR เอาซะเลย ตอนนี้การใส่หน้ากากเดินไปเดินมา ขึ้นรถตู้ รถไฟฟ้า หรืออยู่ในที่ทำงาน ในห้องเรียน เราก็จะทราบได้เลยว่าคนนี้เขาไม่สบายนะ เขากลัวเอาหวัดมาติดเรา เป็นจารีตประเพณี เป็นมารยาทางสังคมไปโดยปริยาย "มันเป็นของมันเอง" แบบไม่เก้อเขินอีกต่อไป ทำให้เราเข้าใจทาเคชิคุงได้ดีขึ้น
 
นี่เป็นการยกตัวอย่างที่อยู่ๆ มันก็เป็นของมันเองขึ้นมา และเราก็ยอมรับให้มันเป็นไปได้อย่างไม่สงสัยอะไร มีอะไรอีกไหมที่มันก็เป็นของมันเอง แล้วเราก็ยอมรับกัน โดยที่ไม่ต้องมีกฎหมายรองรับ ไม่ฝ่าฝืนหลักธรรมาภิบาล 
 
อืม... อาจจะเป็นเรื่องของการอนุรักษ์พลังงานของโลก ซึ่งเราก็ได้ช่วยกันโปรโมท และรณรงค์กันมาพักใหญ่เรื่องโลกร้อน การลดภาวะเรือนกระจก เราทราบการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก การผันผวนของอากาศในแต่ละฤดูกาล  การเกิดภัยภิบัติต่างๆ ทั่วโลก จนทำให้เราตระหนักกับเรื่องนี้มากขึ้นจนทำให้เกิดเป็นนิสัย และรู้สึกผิดถ้าเราไม่ทำ ไม่ว่าจะเรื่องของการลดการใช้กระดาษ คือเราหันมาใช้กระดาษ Reuse มากขึ้น เราปิดไฟที่ทำงานตอนกลางวัน เราปิดน้ำตอนแปรงฟัน เราซื้อของชิ้นเดียวจากเซเว่นแล้วบอกพนักงานว่าไม่ต้องใส่ถุงพลาสติก หรือการใช้ถุงผ้าที่กลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ เราเปิดแอร์ที่อุณภูมิ 25 องศาเซลเซียส เราหันมาใช้รถไฟฟ้าแทนการขับรถไปทำงาน เรื่องแบบนี้ไม่ต้องมีใครมาบอกเราก็คงรู้กันอยู่แล้วว่ามันต้องทำ  ต้องช่วยกัน เด็กรุ่นใหม่ทุกคนตอนนี้ต้องรับทราบและต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ขอสนับสนุนอย่างยิ่งยวดค่ะ
 
แต่มีเรื่องที่เรายอมรับได้และ "มันเป็นของมันเอง" มานานพอสมควรแล้ว ที่ดิฉันอยากรณรงค์ให้เลิกก็คือเรื่องการจ่ายค่าปรับการทำผิดกฎจราจร ณ จุดที่เกิดเหตุ เพราะนั่น...เราไม่อยากเสียเวลาไปจ่ายค่าใบสั่งถึงโรงพัก เราไม่อยากโดนตัดแต้ม เราไม่อยากมีประวัติเรื่องการขับขี่ที่ไม่ดี ทั้งๆ ที่เราทำผิดกฎจราจร เราบอกให้ "เขา" ช่วยปรับเราตรงนี้ได้ไหม เราขอร้องให้  "เขา" ช่วยทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก เราบอกให้ "เขา" ปล่อยเราไป  แล้วเราจะสมนาคุณให้อย่างงาม "เราเสนอเอง"  และเชื่อว่า "เขาต้องรับข้อเสนอแน่นอน" เราทำแบบนี้กันมานานแล้วค่ะ จนเป็นจารีตประเพณี เราเป็นคนทำให้ "เขา" เป็นแบบนั้น แล้วเราก็ยอมรับว่ามันต้องเป็นแบบนั้น ที่จริงคนดีๆ ก็มีเยอะค่ะ  
 
แต่เมื่อเจอเหตุการณ์ขับขันบนท้องถนน ทางเลือกแรกที่เราจะทำคือการต่อรองนอกระบบ ดิฉันบอกได้เลยว่าพอๆ กันนั่นล่ะ ระหว่างเขากับเรา เราสร้างความเคยชินทางสังคมว่า "ใครๆ เค้าก็ทำกัน" ถ้าเขาขอแล้วเราไม่ให้ แล้วจะทำไมล่ะ!  ถ้าเราให้แต่เขาไม่เอา ก็จะทำไมล่ะ! เรื่องแบบนี้มันปฏิเสธกันได้ แม้ใครคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก แล้วเรายอมรับได้ ให้มันเป็นไปของมันแบบนี้ตลอดไป ก็จะมาว่า "เขา" อย่างเดียวไม่ได้หรอกจริงไหมคะ
 
อเคๆ วกเข้าเรื่องหนักๆ มาเยอะแล้วค่ะ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร อยู่ๆ มันก็เป็นของมันเองขึ้นมาได้ทั้งนั้นแหล่ะ  จะทางที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม สิ่งที่เรายอมรับ และยอมทำตามต่างหากที่เป็นตัวตัดสินว่าต้องการให้มันเป็นไปไหม  เราพิจารณาได้  เรายอมรับได้ และเราก็สามารถที่จะคัดค้านได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการ "ให้มันเป็นของมันแบบนั้น" ต่อไปหรือเปล่า เท่านั้นเอง
 
บทความโดย : Happy AnnCan

Information Partner
  • Bitec
  • Central World
  • Fortune Town
  • Future Park
  • impact
  • impact
  • Paragon Hall
  • Tceb
  • Qsncc
  • Seacon Square
  • Seacon Bangkae
  • TEA
  • TCEB
  • The Mall
  • The hub @zeer
  • Zeer Rangsit