ฝังใจ

บทความโดย : Happy AnnCan
เปิดอ่าน : 3742

 

สวัสดีค่ะ สำหรับสัปดาห์นี้เรามาคุยกันเรื่อง “ฝังใจ” กันดีกว่านะคะ  คำคำนี้ปิ๊งแว๊บเข้ามาในสมองดิฉันแบบไม่ได้ตั้งใจ ดิฉันกำลังนึกถึงเพื่อนสมัยมัธยมปลายคนหนึ่งที่เธอเกลียดและกลัว “บ๊วย” เป็นอย่างมาก บ๊วยเค็ม บ๊วยหวาน น้ำบ๊วยปกตินี่ล่ะคะ อะไรก็ได้ที่เป็นบ๊วย เธอไม่เอาทั้งสิ้น เอาบ๊วยยื่นให้นี่วิ่งหนีไปสามช่วงตึก เคยมีเพื่อนแกล้งหลอกให้กินบ๊วยเข้าไป เท่านั้นล่ะ วิ่งเข้าห้องน้ำล้างปาก คว้าสิ่งใกล้ตัวที่จะเอาความเป็นบ๊วยออกจากปากให้ได้ เอาสบู่ล้างลิ้น บ้วนปากด้วยซันไลท์ล้างจาน ถ้ามีน้ำยาล้างห้องน้ำมันคงกลั้วปากไปแล้ว เกลียดจริงเกลียดจังจริงๆ ค่ะ ด้วยเหตุผลที่ว่า “มันเหม็น” ไม่รู้มีอดีตฝังใจอะไรกับมันถึงได้เกลียดกลัวขนาดนั้น 
 
 
ถ้ากลัวงู กลัวหนู แมลงสาป ตะขาบ จิ้งจก ตุ๊กแก จระเข้ กลัวผี  กลัวมนุษย์ต่างดาวอะไรก็ว่าไปนะคะ เพราะเข้าใจได้ว่ามันเป็นสิ่ง ที่ไม่น่าภิรมย์ แต่บางคนกลัวอะไรแปลกๆ ด้วยเหตุผลที่จำเพาะเจาะจงมากๆ จนเราก็คิดไม่ถึง เช่น บางคนกลัวผีเสื้องี้ อาจจะเป็นเพราะว่าเขานับผีเสื้อว่าเป็น “ผี” ชนิดหนึ่ง จึงกลัวมัน….ยัง ยังไม่แปลกพอ บางคนกลัวม้าลายงี้ แบบว่าลายขาวดำพาดไปมาดูตาลาย เลยไม่ชอบ บางคนกลัวกระต่ายงี้ เพราะมันลูกตาสีแดง เหมือนเป็นโรคตาแดงตลอดเวลาเลยกลัว บางคนกลัวจิงโจ้ เพราะอาจจะไปเที่ยวเขาดินตอนเด็กๆ แล้วจิงโจ้มันหลุดออกมาจากกรง มากระโดดเตะเข้าให้ เลยกลัวจิงโจ้ก็ได้  ซึ่งเราก็ไม่สามารถหยั่งรู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาเหล่านั้น
 
 
แต่เรื่องการฝังใจ ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องเกลียด กลัว เสมอไปใช่ไหมคะ มันยังมีชอบ รัก หลง ของบางอย่างแบบฝังใจด้วยเหมือนกัน บางคนชอบผู้ชายตัวอ้วน ของเน้นตัวใหญ่ๆ เลย เพราะฝังใจกับคุณพ่อเป็นคนตัวใหญ่อบอุ่น ใจดี เลยคิดว่าคนตัวใหญ่จะเป็นคนอบอุ่นและใจดีเช่นกัน ชอบแต่ละคนต้องเน้นบิ๊กไซส์เท่านั้น หลงรักนักซูโม่ ดูแต่มวยปล้ำ ชอบแบบโหน่งสามช่า แลดูน่ารักน่าชัง เป็นต้น อย่างดิฉันเองมีความชอบอย่างหนึ่งที่ฝังใจมาตั้งแต่เด็กนั่นคือดิฉันชอบเครื่องบินมากค่ะ เมื่อก่อนบ้านอยู่แถวดอนเมือง บ้านอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสนามบินดอนเมืองเลย เสียงเครื่องบินขึ้นลงมีให้ได้ยินทุก 5 นาที ถ้าเครื่องบินบินต่ำมาก สัญญาณโทรทัศน์บ้านดิฉันจะสั่นไหวทันที เวลานอนตอนกลางคืนเปิดหน้าต่างมองไปบนท้องฟ้าจะเห็นแสง วับๆ จากเครื่องบิน เป็นภาพสุดท้ายก่อนจะหลับไปเสมอ มันเหมือนเพื่อนกัน ชอบมันเพราะเห็นและชินมาตั้งแต่เด็กๆ และคิดเสมอว่ามันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เป็นเหล็กที่ลอยได้ และสามารถลอยจากอีกประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งทั่วโลก ทำได้ยังไงเนี่ย!
 
 
คนคิดประดิษฐ์สิ่งนี้ ระบบการบินนี้นี่เหนือมนุษย์จริงๆ จนกระทั่งได้มาเรียนเกี่ยวกับเครื่องบิน เรื่องลมใต้ปีก เรื่องความเร็วใบพัด เข้าใจการทำงานของมัน แต่มันก็ยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์อยู่ดีสำหรับดิฉัน ฝังใจกับมันมาตลอด จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ตื่นเต้นทุกครั้งที่จะได้นั่งเครื่องบิน ดีใจทุกครั้งที่มองไปเห็นเครื่องบินลอยอยู่บนฟ้าไกลๆ แอบโบกมือบ๊ายบายให้เครื่องบินทุกครั้งที่เห็นมันบินมาใกล้ๆ และเสียใจมากๆ ที่สนามบินดอนเมืองน้ำท่วม และเห็นเครื่องบินจอดนิ่งไร้ชีวิตบนลานบิน
 
 
การฝังใจ ที่ว่ามาไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรซักอย่าง มันมีผลต่อการดำเนินชีวิตของเราจริงๆ นะคะ ไม่ว่าจะเป็นการกิน บางคนไม่กินถั่วงอก บางคนไม่กินผักประดับจาน บางคนกินองุ่นต้องปลอกเปลือก บางคนชอบกินผัดกระเพราแต่ไม่กินใบกระเพรา เป็นต้น หรือการใช้ชีวิต บางคนไม่คิดจะแต่งงานเลย เพราะสิ่งแวดล้อมรอบข้างเห็นแล้วแต่งไปก็เลิก ก็หย่าทุกราย บางคนไม่คิดจะมีลูกเลย เพราะเห็นแล้วว่าการเลี้ยงลูก มีเด็กในการปกครองมันยากเย็น และต้องมีเงินมากพอที่จะมอบสิ่งดีๆ ให้เขาได้ หรือบางคนคิดว่าจะต้องเป็นหมอให้ได้ ด้วยการฝังใจตั้งแต่วัยเยาว์ว่าเสียคนที่รักไปด้วยเหตุผลว่าหมอที่รักษาไม่เก่งพอ เลยโตขึ้นอยากจะเป็นหมอที่เก่ง ที่ดี ที่รักษาทุกคนให้หายได้  อะไรอย่างนี้
 
 
 ซึ่งเหตุผลและที่มานั้นร้อยแปดพันเก้ามากค่ะ แล้วแต่ใครจะได้รับการฝังใจ ผูกใจเจ็บมามากแค่ไหน ประทับใจมากแค่ไหน การฝังใจดังกล่าว ถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถขับเคลื่อนให้เราใช้ชีวิตในแนวทางที่เราเลือกเองได้ด้วยนะ แต่ขอให้แนวทางนั้นเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ซักหน่อยนะคะ ดิฉันมีตัวอย่างจะเล่าให้ฟัง เพิ่งไปสัมมนามาเลยทีเดียว เป็นเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั่นเอง เลยอยากจะแชร์ให้ฟังค่ะ วิทยากรบอกว่าตอนนี้ประชากรในประเทศเวียดนามอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 60 เล่มต่อคน (ข้อมูลปี 2554) เมื่อเทียบกับไทยแล้วเฉลี่ยอ่านปีละ 4-6 เล่มต่อคนเท่านั้น (เมื่อก่อนอ่านปีละ 8 บรรทัดเองนะ) โอ้แม่เจ้า! เขาอ่านมากกว่าเราสิบเท่าเลย
 
 
ทำไมเขาถึงมีแรงจูงใจในการอ่านหนังสือมากมายขนาดนั้น นับว่าเป็นประเทศคู่แข่งของเราที่กำลังจะแซงหน้าเราไปแล้วอย่างแน่นอน ทำไมคนประเทศเขาถึงได้แอ็คทีฟตัวเองขนาดนั้น ผลสรุปออกมาว่า ในอดีตประเทศเวียดนามตกอยู่ในสภาวะสงครามยาวนาน สมัยสงครามเวียดกงอะไรนั่น ตกอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร เครื่องนุ่มห่ม ที่พักอาศัย ร่อนเร่ เจ็บทั้งใจ เจ็บทั้งกาย  ไร้ซึ่งความสุข มีชีวิตอยู่บนความหวาดระแวง เมื่อสงครามสงบ สิ่งที่ทุกโรงเรียนพร่ำสอนคือสิ่งที่จะทำให้เขาไม่กลับไปเป็นเหมือนอย่างอดีตอันโหดร้ายนั้นคือ การศึกษาหาความรู้ การติดอาวุธให้สมอง ที่จะสามารถพัฒนาประเทศ และนำมาซึ่งความเจริญและไร้สงครามเช่นนั้นอีก คนเวียดนามทั้งประเทศจึงพร้อมใจให้ความสำคัญในการศึกษา และอ่านหนังสืออย่างขมักเขม้นเพราะอดีตฝังใจที่โหดร้ายทารุณเหล่านั้นจะไม่หวนกลับมาอีก  
 
 
โอ้…เป็นไงคะ แล้วประเทศเราล่ะ เราสบายมาตลอดในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เบาๆ ชิลๆ เราเลยไม่มีความพยายามอะไรที่จะดิ้นรนกระเสือกระสน up level ตัวเอง ไม่ได้ผูกใจเจ็บ ฝังใจกับใคร ถือว่าอันตรายมากนะคะ อย่าลืมภาพยนตร์ที่เราดูในอดีตผ่านมานะคะว่า ทั้งหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย เราเสียกรุงศรีอยุธยาไปถึง 2 ครั้ง นั้นเกิดจากการแตกความสามัคคีกันของคนในชาติ เกิดไส้ศึก เกิดความร้าวฉานภายในชาติเราเองทั้งนั้น ไม่มีใครมาทำอะไรเราได้ เราทำตัวเองทั้งนั้น จนเป็นจุดอ่อนให้ข้าศึกมาตีเมืองได้ หวังว่าเหตุการณ์เหล่านั้นน่าจะช่วยทำให้เรา “ฝังใจ” และเกิดความสามัคคีกันมากขึ้น เพราะประเทศเราจะได้เป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของใคร จากอดีตจนถึงปัจจุบัน และสืบไปถึงอนาคตอันไกลๆ ได้นะคะ (มาจบเรื่องนี้ได้ไงเนี่ย)
 
บทความโดย : Happy AnnCan

Information Partner
  • Bitec
  • Central World
  • Fortune Town
  • Future Park
  • impact
  • impact
  • Paragon Hall
  • Tceb
  • Qsncc
  • Seacon Square
  • Seacon Bangkae
  • TEA
  • TCEB
  • The Mall
  • The hub @zeer
  • Zeer Rangsit